เอา...แต่พอดี

posted on 13 Apr 2010 15:16 by raisaraaskins

   หลังจากร้างลาการอัพบล๊อคไปหลายเดือนวันนี้ไอ้ตอยกลับมาอัพอีกครั้ง โดยหวังว่า จะมีคนอ่านเกิน 5 คน

555+

 

ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ไทยนะครับ(อัพช่วงวันสงกรานต์พอดี ต้องเข้ากระแสหน่อย) วันนี้เรื่องที่จะอัพ จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับชีวิตในมหาลัยโดยตรงเท่าไหร่ แต่ก็มีส่วนพาดพิงบ้างแหละนะ

 

   เพื่อนๆที่อ่านอยู่ เคยมีแฟนกันใช่มั้ยครับ(แหน่ะๆ อย่ามาขี้จุ๊ส่ายหน้าแล้วบอกไม่เค๊ย ไม่เคย เดี๋ยวตบด้วยปาก 55+)อืมมม ก็อย่างที่รู้นะ ไอ้ตอยเคย อินเลิฟ อยู่ช่วงนึง กับสาวนางนึงชื่อ มัทนา ซึ่งเมื่อช่วงเทอม 2 ก็ร้างลากันไป(แต่จบด้วยดีนะ ยังคุยกันอยู่ ยังสนิทกัน ด่ากันแทบทุกวันอ่ะ)อืมมมม ก็ว่ากันไปตามภาษาคนโสดเนาะ

 

กลุ่มที่ไอ้ตอยพึ่งพาอาศัยอยู่นั้นมีด้วยกัน 5 คน มัทนา โบ จอย กิ๊บ ไอ้ตอย รวมกัน 5 พอดี ไม่เชื่อนับนิ้วดู โดยถ้าดูดีๆแล้วจะเป็นผู้หญิงหมดเลยยกเว้นไอ้ตอย แต่ขอโทษนะ ความจริงแล้วมีผู้ชายสองคน คือ ไอ้ตอยกะไอ้โบ (ไอ้โบเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ชาย นั่นงงอ่ะดิ่ งงอ่ะดิ๊ 55+ สรุปว่า ไอ้โบเป็นทอมละกันเข้าใจง่ายดี) อืมมม ส่วนผู้หญิงที่เหลืออีก 3 คน มีแฟนหมดแล้ว (มัทนาเลิกกะเราไปได้ไม่นาน ก็มีคนมาชอบ คือ She สวยมาก เราไม่เถียงจริงๆ และมีคนจีบเยอะมาก ซึ่งเราก็ดีใจกะเค้า เค้าเลิกกะเราไป เพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายกันจนเกินไป จนเข้ากันไม่ได้ แต่ก็คุยกันรู้เรื่องอ่ะนะ)

 

ช่วงนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงเรียนซัมเมอร์ (อย่างที่บอก ไอ้ตอยเรียนภาคพิเศษ เรียนซัมเมอร์ด้วยค่าคุ๊นนน กูจะบ้า) ก็นะอากาศร้อน จิตใจคนก็ปั่นป่วนบ้าบอขากถุยไปตามๆกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งคนมีแฟน ทะเลาะกันได้ทุกวี่ทุกวัน และไม่เว้นแม้แต่คนโสด...ที่อยู่ๆมันก็ดันจะมาเข้าคู่กันอย่างมหัศจรรย์ = ="

 

ประเด็นวันนี้ไม่ได้อยู่ที่คนโสด แต่มันทะลึ่งไปอยู่ที่คนไม่โสด

ช่วงก่อนสงกรานต์ (ประมาณวันเสาร์-อาทิตย์เห็นจะได้) ก็มีคนไม่โสด 2 ใน 3 คน (อาจะเหมาว่า 3 เลยก็ได้) ทะเลาะกะแฟนตัวเอง ยิกๆๆๆๆ มี 1 ใน 3 คน เสียใจแล้วก็โทษตัวเองว่า ตัวเองมันเลว มันเหี้ยม มันบ้าบอคอแตก ขากถุย อะไรนักก็ไม่รู้ ตามภาษาเด็กใจแตก = ="

และก็มีอีก 1 คน ที่ทะเลาะกันมาตั้งนานแล้ว เลิกกันแล้วก็กลับมารักกัน (มึงจะเลิกกันทำไมตั้ง 3-6 ชั่วโมง) อืมมมม ความรักมันก็แปลกจริงๆ ตอนเรื่องใหญ่เรื่องโต มันเลิกกันสะบัดตูดทิ้งแล้วเดินจากไป ไม่นานมันก็หอบเสื้อผ้ากลับมาดูดปากดูดคอกันอีกได้ แต่พอเรื่องที่มันเล็กกระจิ๊ดริ๊ดเสือกเลิกกันแล้วแบบ ดูท่าจะไม่คืนดีกัน อืมมม เลวร้ายจริงๆความรัก

 

    ทั้งสองคนนี้มีความเหมือนและต่างกันคือ

นางสาว ก. (อีคนแรกที่เป็นเด็กใจแตก...ผมแซวมันเล่นนะ มันไม่ได้ใจแตกจริงๆหรอก) She มีแฟนอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิด สรุปผลง่ายๆว่า ชีอยู่ไกลกะแฟนชีมาก วันๆนึงที่เราเห็นว่ามันมี 24 ชั่วโมง ชีจะโทรหาแฟนประมาณ 16-18 ชั่วโมง แล้วแต่อารมณ์และทรงผม (อาจจะฟังดูเวอร์ แต่ถ้าเอาตามที่เห็น คือมันจริง = =") อะไรที่ชีให้แฟนชีได้ ชีก็โยนให้ได้หมด

นางสาว ข. (ที่มันเลิกกะแฟนแล้ว คิดว่าจะไม่คืนดีกันอ่ะ) ชีมีแฟนอยู่คณะเดียวกันเลย แรกๆชีจะพูดกับเพื่อน(กูข้านี่แหละ) ประมาณว่า ถึงเลิกกันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก อืมมมม แรกๆก็ดูดีนะ อยู่กับกลุ่มเพื่อนตลอด พอหลังๆก็เริ่มหลุดกลุ่มออกไป หายไปเลยยย หายไปจริงๆ โดยให้เหตุผลว่า แฟนชีไม่ปล่อย โอเคตรงนี้ไอ้ตอยไม่เคยโกรธไม่เคยนึกโมโหหรืออะไรเลย เพราะเข้าใจอารมณ์คนมีแฟน

 ทั้งสองคนมีลักษณะความเป็นอยู่ด้านความรักแบบนี้ครับ ส่วนสิ่งที่พวกชีเหมือนกันคือ "พวกชีชอบพูดว่า ชีไม่แคร์แฟนหรอก แม่งอยากทำอะไรก็ทำ คุยก็ได้ไม่คุยก็ได้ อยากเลิกก็เลิก" นี่คือสิ่งที่พวกชีเป็นเหมือนกันเด๊ะ....พูดเหมือนตัวเองเก๋า = ="

 

แต่พอเอาเข้าจริง เมื่อวาน(วันจันทร์) พวกชีเจอทีเด็ดที่ถ้าเอาประโยคที่พวกชีเคยพูด มาพูดให้พวกชีฟัง พวกชีจะกลายเป็นอาร์ตตัวแม่แน่ๆครับ

นางสาว ก. ทะเลาะกับแฟนอย่างรุนแรง(น่าจะนะ) แต่เธอก็โทษตัวเองว่า ตัวเอง เหี้ยม เลว งี่เง่า บลาๆๆๆๆ

นางสาว ข. เลิกกับแฟน แล้วก็เอาแต่พูดว่า แล้วต่อไปกูจะอยู่ยังไง บลาๆๆๆ

 

ยอมรับเลยว่า ไอ้ตอยไม่เชี่ยวเรื่องความรัก อยู่มาจะ 20 ปี มองหญิงเป็น 100 แต่มีแฟนที่แบบเป็นตัวเป็นตน(ยอมรับว่าเป็นแฟน)แค่คนเดียว (ซึ่งไม่ใช่คุณมัทนา) และอีกอย่างที่ต้องยอมรับคือ ไอ้ตอยไม่ใช่ผู้หญิงจึงไม่รู้ว่าผู้หญิง นึก คิด รู้สึก ยังไง

 

แต่ที่ไอ้ตอยรู้สึกคือ...แม่ง มากเกินอ่ะ

 

ไอ้ ก. ก็เอาแต่โทษตัวเองว่าอย่างโง้นอย่างงี้ มีเวลาโทษตัวเองได้เป็นวันๆ แต่ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมแก้ไข

 

ไอ้ ข. ก็เอาแต่พูดแบบ จะอยู่ต่อไปยังไง ย้ายเซ็คดีมั้ย ออกจากมหาลัยดีมั้ย ปัญญาอ่อนสุดข้อ จนถึงขั้นพูดว่า ตายๆไปซะได้ก็ดี

 

อืมมมม ไอ้ตอยเป็นผู้ชายแต่ไอ้ตอยก็มีมุมที่เรียกว่าอ่อนแอนะ อกหัก กูก็ร้องไห้ กูก็ติสท์แตก แต่กูไม่คิดฆ่าตัวตาย กูทะเลาะกับแฟน กูก็โทษตัวเองนะว่าโง้นงี้ แต่กูก็หยุดแล้วพยายามปรับตัวนะ

 

แต่ทำไมพวกเอ็ง ไม่ยอมปรับตัวกัน เอาแต่โทษตัวเอง บลาๆๆๆ

 

มันมากไป มันมากไป กรุณา เอาแต่พอดี

 

คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากัน ไม่ใช่ว่าคนโสดมี 25 ชั่วโมง คนมีแฟนมี 23 ชั่วโมง

 ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน อยู่ที่จะเอามาใช้ยังไง แบ่งปันเวลายังไง

 

จะทำอะไร ก็รู้จักท่องไว้บ้างว่า เอา...แต่พอดี

 

แคร์ได้ตามใจได้ แต่ก็เอาแต่พอดี เดี๋ยวมันจะเบื่อซะก่อน ได้มาง่ายๆก็เบื่อง่ายตามภาษา

 

*อาจจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องนะครับ ไอ้ตอยแค่อยากระบาย ไม่รู้จะไปพูดให้ใครฟังดี พอพูดอย่างที่ตัวเองคิดกับไอ้คู่นี้ มันก็มีประโยคเด็ดตอกกลับมาว่า "ไม่ใช่อ่ะ มึงไม่เข้าใจกู"

 

อยากจะเรียกพ่อเรียกแม่ไอ้สองตัวนี้มานั่งฟังจริงๆ แล้วอยากจะรู้ว่า พ่อกับแม่สองคนนี้จะพูดแบบไอ้ตอย แนะนำแบบไอ้ตอย รึว่าจะแนะนำเป็นอย่างอื่น

แล้วก็อยากรู้ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เค้าแนะนำแบบไอ้ตอย ไอ้สองคนนี้จะพูดว่า "มึงไม่เข้าใจกู" มั้ย

ทางที่...ใคร...ใฝ่ฝัน

posted on 06 Jan 2010 10:55 by raisaraaskins

   สำหรับเรื่องที่มา Up วันนี้ เป็นเรื่องที่ ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวไอ้ตอยหรอกคับ แต่เกิดขึ้นกับลูกพี่ลูกน้องของไอ้ตอยที่ชื่อว่า "แทรค" คับ

 

   เรื่องของเรื่องคือ ตอนนี้ แทรคเรียนอยู่ ม.6 แล้ว และสอบติดแล้วสองที่ คือ ม.มหิดล กับ ม.จุฬา อืมมม เจ๋งๆทั้งนั้นเลย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของน้องชายผมก็คือ มหิดล นั้นติดคณะ บริหาร ส่วน จุฬา ติดคณะอักษร ส่วนตัวของไอ้แทรคนั้น อยากไปมหิดลด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า คณะอักษร จบไปก็(คงจะ)เป็นครู มันเลยอยากไปเรียน บริหาร เพราะว่า อย่างน้อยๆจบมาก็ได้ใช้ในชีวิต

   ส่วนความจริงในชีวิตของมันก็คือ มันเป็นคนที่เรียน IEP (ผมไม่รู้ว่าย่อมาจากอะไร แต่สรุปว่า เป็นพวกเรียนแต่ภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรียนพวกภาษาไทย) และมันไม่เก่งเลขอย่างรุนแรง ส่วนภาษาอื่นๆนอกจากภาษาอังกฤษแล้ว แทรคถือว่าเข้าขั้นห่วยแตกคับ!! นี่พูดจากใจเลยนะ ไม่ได้ว่ามัน แต่เป็นเรื่องจริง เหมือนกับว่า มันถูกส่งไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ ออสเตรเลีย กับ อเมริกา อยู่ก็สองสามครั้ง แต่เหมือนกับว่า ไปเพื่อเอาภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ฉะนั้นภาษาอื่นๆ พี่แก ไม่ได้เลย(ภาษาไทยก็ไม่เว้น พี่แกเป็นคนที่ พูดน้อยมาก)

   ส่วนความจริงของครอบครัวแทรคก็คือ แม่และยาย อยากให้ลูกหลานของท่านไปเรียน จุฬา ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่หลักๆคือ....จุฬาอ่ะ จุฬา (ออกแนว อยากให้ลูกเรียน เพื่อที่เวลาคนมาถามแบบว่า อุ๊ย ลูกคุณเรียนที่ไหนคะ จะได้ยืดอกโชว์นมแหลมๆ ชูกำปั้นตั้งฉาก 90 องศากับพื้นโลก แล้วพูดไปดังๆว่า จุฬา เยส!!) อะไรแบบนั้น ซึ่งสุดท้ายตอนนี้ไม่รู้ว่าไอ้แทรคตัดสินใจได้รึยัง รู้เพียงแต่ว่า ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา มันเครียดมาก เพราะ มันอยากไปเรียน มหิดล ส่วนที่บ้านอยากให้จุฬา มันเลยยังตัดสินใจไม่ได้

 

 

   ขอออกตัวด้วยความสัจจริง ไอ้ตอย สอบไม่ติดมหาลัยในช่วงที่เขาสอบ O-A นะคับ ไอ้ตอยสอบติดในช่วงภาคพิเศษ (คือพวกสอบ O-A ติดส่วนใหญ่ ร้อยละ 99.95% (แหล) มักจะไปเรียนภาคปกอ่ะ) ไอ้ตอยเลยพูดอะไรแบบกร่างๆไม่ได้ว่า มึงเลือกอันนี้นะ คณะนี้แม่งเจ๋ง คณะนี้แม่งดี มหาลัยนี้แม่ง จ๊าบ อะไรแบบนี้ ไอ้ตอยพูดไม่ได้หรอก ยิ่งถ้าพูดกับที่บ้าน ก็พูดไม่ได้เหมือนกัน ที่บ้านจะมองแบบว่า เราไม่ได้สอบติดเหมือนชาวบ้านนะ เราแค่ไปยื่นคะแนนที่เคยสอบมาแล้วติดแบบภาคพิเศษ (บางคนในบ้าน มองว่า บั้นปลายชีวิตแล้ว มึงฟลุ๊คติด ก็ดีไป) พูดง่ายๆคือ ไอ้ตอยแนะนำอะไรมากไม่ได้หรอก

 

   เคยเห็นหลายต่อหลายคนตามเวปบอร์ดต่างๆก่อนเลือกยื่นคะแนน ออกแนวไปบ่นพร่ำเพ้อว่า หนูไม่อยากไปที่อื่นเลย หนูอยากอยู่กับเพื่อน หนูกลัวไปที่โน่นที่นี่แล้วอยู่ไม่ได้

   พูดจากใจเลยนะ แรกๆไอ้ตอยก็เป็น เข้าไปรับน้องใหม่ๆ ง่อยแดกและกร่อยมาก คือแบบ คณะนึงมีคนเป็นร้อย แต่เหมือนว่า ตรงจุดๆนั้น มีเราอยู่แค่คนเดียวอ่ะ คือแบบ เราไม่รู้จักใครเลย ไม่สนิทกับใครเลย

แต่ลองคิดดูดิ ก่อนที่เราจะไปสนิทกับเพื่อน ม.ต้น ม.ปลาย อ่ะ เป็นยังไงกันมาก่อน เราไม่ได้แบบว่า เดินเข้าไป อ้าวเฮ้ย ไอ้นี่ชื่อนั่น ไอ้นี่ชื่อนี่ เราไม่ได้รู้จักมันมาก่อนเลยไม่ใช่เหรอคับ เราก็ต้องไปทำความรู้จักกันใหม่ ลองคิดดูสิ บางคน มีเพื่อน ม.ปลายหน่ะ รู้จักกันตอน ม.4 ถึง ม.6 สรุปว่า พวกนายรู้จักกันได้ 3 ปี 3 ปีนะ ตอนแรกๆอ่ะ ไม่คิดกันหรอกอารมณ์แบบว่า เฮ้ยเดี๋ยวจบ ม.6 กูจะหนีตามมึงไปอยู่มหาลัยนั้นมหาลัยนี้ ไม่มีหรอกจริงมั้ย แล้วอีกเรื่องคือ ถึงคุณจะไม่ได้เรียนด้วยกันก็เถอะ แต่สุดท้าย เพื่อนอ่ะเพื่อน!! แยกกันยังไงแม่งก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดีอ่ะคับ

 

 

   ที่ไอ้ตอยอยากจะบอกกับคนที่เข้ามาอ่าน...คือไอ้ตอยไม่รู้ว่า พวกเด็ก ม.6 เค้ายื่นคะแนน แกะแพะ เลือกคณะกันไปรึยัง(ไม่ได้ติดตามกะรุ่นน้องนานละ แลดูแก่ๆไปยังไงไม่รู้เลยแฮะ 55+) แล้วไอ้ตอยก็ไม่รู้ด้วยว่าคนที่เข้ามาอ่าน อยู่ในช่วงไหน มหาลัย รึว่า ม.ปลาย แต่ถ้าคุณมีคนรู้จักอยู่ในช่วง ม.6 และใกล้แล้วที่จะเลือกมหาลัยและคณะ

 

   ไอ้ตอยแค่อยากบอกกับคุณว่า "ได้โปรด...อย่าให้เพื่อน ผู้ใหญ่ทางบ้าน เงินเดือนที่ได้หลังจบออกมาทำงานแล้ว มาเป็นหลักใหญ่ใจความในการเลือกมหาลัยและคณะของคุณเลยคับ สังคมมหาลัยเปิดกว้างมากแค่ไหน โลกนี้กว้างใหญ่ยิ่งกว่ามหาลัยที่คุณจะเข้าไปเรียนอีกนะ คุณตามเพื่อน ตามใจที่บ้าน เข้าไปเรียนมหาลัยนั้นๆคณะนั้นๆ โดยที่ใจจริงแล้วคุณอาจจะไม่ได้ชอบ(อาจถึงขั้นยี้) สุดท้ายคุณอาจจะจบออกมา แต่...ไม่รู้ดิ่ คุณอาจจะไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตอ่ะ รึเข้าขั้นเลวร้ายหน่อย คุณอาจจะไม่มีความสุขกับการเรียน จนอาจจะต้องซิ่วออกมาเรียนที่อื่นอ่ะ มันเสียหลายอย่างนะ เสียเวลา(ตรงนี้บางคนอาจจะมองว่าไม่เสียก็ได้นะ) เสียเงิน และอื่นๆอีกเพียบอ่ะหว่ะ!!"

 

   ไอ้ตอยก็ไม่ได้เรียนคณะอะไรที่ยิ่งใหญ่เลย(จริงๆนะ) ไอ้ตอยไม่ได้เป็นหมอ ไม่ได้เป็นวิศวะ ไอ้ตอยเป็นแค่เด็กนิเทศ ที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้เลยว่า จบมาแล้วจะมีงานอะไรรองรับบ้าง จะมีงานทำมั้ย ไม่รู้เลยจริงๆ แต่สิ่งเดียวที่ไอ้ตอยรู้คือ คณะนี้ ไอ้ตอยเลือกเอง เลือกด้วยใจตัวเอง (ทั้งๆที่ภาคพิเศษ มีคณะวิศวะ ที่แม่อยากให้เรียน) ไอ้ตอยรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง เมื่อเวลาที่ใครมาถามว่าหนูเรียนอยู่คณะอะไร แล้วได้พูดออกไปว่า แพทย์!!(ชอบมากๆ ไปตอแหลชาวบ้านว่าเรียนแพทย์ ให้ชาวบ้านทำหน้าตาตื่นตกใจเล่นๆ) แล้วสุดท้ายก็บอกว่า ผมล้อเล่นครับ ผมเรียนนิเทศ

ไอ้ตอยไม่ได้เจอเพื่อนสมัย ม.ปลาย แต่ไอ้ตอยมีความสุข ทั้งเราและเพื่อนๆไม่ได้ห่างหายกันเลยแม้แต่น้อย ยังติดต่อกันอยู่เป็นระยะๆ ยังมีการนัดพบกินข้าวอะไรบ้าง(แต่ไม่ค่อยได้ไป ไอ้ตอยไม่ค่อยว่างเลย) ซึ่งก็คือ อย่างที่บอกไป เพื่อนอ่ะเพื่อน!!

 

 

   สุดท้ายนี้ ก็อยากให้น้องๆที่กำลังจะ(รึเปล่าวะ)เลือกยื่นคะแนน ตามคณะและมหาลัยต่างๆ ติดตามที่น้องๆใฝ่ฝันและต้องการคับ ^^

รถ...แห่งกาลเวลา

posted on 03 Dec 2009 10:57 by raisaraaskins

   เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมไปนั่ง Dane Liner (เด... ไลน์เนอร์) มาคับ เพื่อนๆหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร ก่อนอื่น ไอ้ตอยคงต้องขอ เกริ่นนำถึงชื่อ รถคันนี้ก่อนคับ

   คนที่เข้ามาอ่าน Blog ของไอ้ตอย ไอ้ตอยต้องขอถามก่อน ว่าพวกคุณเคยดูการ์ตูนจำพวก ฮีโร่ใส่หน้ากากบ้างไหมคับ นั่นแหละ เดชไอ้มดแดง ของพวกคุณๆนั่นแหละ หลายๆคน พอพูดถึงเรื่อง เดชไอ้มดแดง ก็คงจะนึกถึงพวก คนใส่หน้ากากมด ขี่แมงกะไซ แว๊นไปแว๊นมา สู้กับเหล่าร้าย แต่คุณรู้บ้างไหมคับ ว่าปัจจุบันนี้ เดชไอ้มดแดงที่คุณๆเรียกกันหน่ะ มันล้ำหน้าถึงขั้น นั่งรถไฟ ไปสู้กับเหล่าร้ายแล้วนะคับ รถไฟคันนั้น คือ รถไฟแห่งกาลเวลา Den Liner (เด็นไลน์เนอร์) ชื่อก็บอกแล้ว "กาลเวลา" ใช่แล้วคับ มันเกี่ยวกับเวลา แล้วไอ้ Dane Liner หล่ะ เกี่ยวอะไรกับ น้องเด็นของเรา??

 

   ไอ้ตอยขอบอกเลยว่า เกี่ยวมากๆ สำหรับน้อง Dane ที่ผมนั่งนั้น เป็นรถสองแถวคับ แหน่ะๆ รู้จักกันรึเปล่า?? เอาหล่ะ เกริ่นกันมามากแล้ว ขอเริ่มเรื่องเลยแล้วกัน

   คือเรื่องมันเกิดเมื่อวันพฤหัส ที่ผ่านมา คือ ก่อนวันพฤหัส(ก็วันพุธนี่แหละ อย่าไปคิดมาก) ไอ้ตอยเพิ่งทำงานโต้รุ่งมาหมาดๆ วันพุธ ไอ้ตอยเลยหมาๆหน่อย คือ กัดไม่เลือกหน้า ใครพูดอะไรไม่ถูกใจ พี่โวยย!!! ซึ่งสุดท้ายเกิดเรื่องคับ ไอ้ตอย กัด มัทนา และ ซี้โบ ไปเต็มๆ สำหรับมัทนา ไม่มีอะไรมาก เราคุยกันตลอด(แต่มัทนามาบอกเอาวันพฤหัสว่า ตอนที่โดนเราเหวี่ยงๆใส่สองสามรอบ ก็จะร้องไห้เหมือนกัน ฟังแล้ว รู้สึกผิดจริงๆหว่ะ) แต่ไอ้โบนี่สิ พอมันโดนไปเยอะๆ เหมือนมันก็ ล้าๆท้อๆอ่ะ ประมาณว่า กูจะง้อทำไม อะไรแบบนั้น.................แล้วแม่ง เกี่ยวกะน้อง Dane ยังไงหน่ะเหรอ?? อ่ะ เข้าเรื่องต่อ วันพฤหัส ไอ้ตอยเรียน Eng 2 พอขากลับ ก็นั่งรถ(สองแถวสี)แดง กลับบ้าน วันนั้นกลับมาพร้อมกับมัทนาและไอ้กิ๊บ พอถึงจุดนัดพบของรถพวกนี้ เราก็ลงคับ แยกย้ายกับไอ้กิ๊บ แล้วไอ้ตอยก็เดินไปส่งมัทนาฝั่งตรงข้ามซึ่งต้องข้ามสะพานลอย ซึ่งปกติ พอไปส่งถึงฝั่งตรงข้ามปึ๊บ มัทนา จะให้เราเดินกลับเลย เพราะไม่งั้นจะไปขึ้นรถ(สองแถวสี)เหลืองไม่ทัน ยกเว้นว่าวันนั้น ถึงจุดนัดพบของรถพวกนี้เกินสองทุ่มครึ่ง ไอ้ตอยจะได้เดินไปส่งมัทนาที่คิวมอไซต์แล้วนั่งกลับบ้านด้วย ซึ่งวันนี้ ไอ้ตอยกับมัทนามาถึงที่นี่ตอน ทุ่มกว่าๆมั้งถ้าจำไม่ผิด แต่วันนี้มันไม่ธรรมดา!! คือ วันนี้ ไอ้ตอยทำหน้าเหียกทั้งวัน ไม่ได้ยิ้มไม่ได้อะไรเลย มัทนาเลยหยุด แล้วนั่งๆยืนๆเกาะอยู่แถวๆสะพานลอยนั่นแหละ นั่งคุยกัน เกือบครึ่งชั่วโมง แล้วก็แยกย้ายกันกลับ ไอ้ตอยก็เดินคิดเรื่องที่ทะเลาะกับเพื่อนโบไปเรื่อยๆ แล้วก็ขึ้นรถเหลือง ซึ่งไอ้ตอยจำได้ว่า ตอนนั้น เป็นเวลา สองทุ่มหกนาที แน่นอนคับ เพราะแม่เริ่มโทรถามว่าอยู่ไหนแล้ว ไอ้ตอยก็นั่งดี๊ด๊า รอเวลารถออกไปเรื่อยๆ ซึ่งปกติ ไอ้ตอยเป็นคนที่ เรื่องเวลาทำร้ายจิตใจและอารมณ์ไอ้ตอยไม่ค่อยจะได้นะ คือ มึงจะออกเมื่อไหร่ก็ออกกูรอได้ คือจะเป็นแบบนี้ แต่วันนี้ไม่ใช่คับ สองทุ่มสิบนาทีก็แล้ว สองทุ่มยี่สิบนาทีก็แล้ว สองทุ่มครึ่งก็แล้ว รถไม่ออก ไม่ใช่ว่าคนไม่เต็ม คนอัดกันประมาณว่า ร่องจุ๊กกุแร๊ของอีกคน จะไปถูไถ ก็ร่องนมชาวบ้านได้แล้วอ่ะ แต่พี่คนขับเค้าก็ยังนั่งทำเหียกอะไรอยู่ก็ไม่ได้ ประมาณว่า เวลาของคนบนรถทุกคนอยู่บนมือพี่เค้า อยากออกเมื่อไหร่ พี่ก็จะออกเองนะน้อง ไม่ต้องเร่งต้องเร้า มึงทำให้กูสะเทือนใจไม่ได้หรอก

 

กายพร้อม ใจพร้อม อารมณ์พร้อม หน้าเหียกพร้อม ไอ้ตอยจะทำอย่างไรคับ

 

"นั่งรอต่อไป...กูใจไม่หมาพอ" ไอ้ตอยทำได้แค่นี้จริงๆ ไม่รู้ทำไมไม่ห้าวเป้ง ลงไปเคาะกระจกแล้วบอกคนขับไปว่า "พี่คับ ผู้หญิงที่นั่งข้างๆผมท้องกับผมแล้วนะ" อะไรแบบนี้ ไม่รู้จริงๆหว่ะ ว่าทำไมไม่กล้า ปกติ กล้านะ แต่เหมือนว่าวันนี้ ถ้ายังทำอะไรเลวๆลงไปอีก ชีวิตอาจจะเหียกลงอีกเยอะมั้ง เลยไม่ได้ทำ สุดท้ายเหมือนความอดทนและกระแสจิตของคนบนรถจะไปทิ่มแทงและเหยียบย่ำเล็บขบของพี่คนขับรึไงนี่แหละ พี่คนขับก็ออกรถคับ ซึ่งพี่เค้ายังไม่ทิ้งสโลแกน รถสองแถวแห่งกาลเวลาคับ ถ้าพูดถึงรถไฟ รถไฟจะค่อยๆออกด้วยความเร็วประมาณเต่าคลาน จากนั้นก็จะถึงความเร็วประมาณควายวิ่งแล้วก็วิ่งด้วยความเร็วคงที่อะไรแบบนั้น แต่สำหรับสองแถวคันนี้ที่เป็นสองแถวแห่งกาลเวลา พี่แกก็มาแนวรถไฟคับ เริ่มต้นด้วยความเร็วเท่าเต่าคลาน และจบด้วยความเร็วเท่าเต่าคลาน!!!

 

 "ไอ้หูดตูดเป็ด!!!" อยากจะตะโกนด่าคนขับจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำอีก ยังหมาไม่พอ = =

 

ปกติ ไอ้ตอยเดินทางจากการส่งมัทนาข้ามถนน แล้วก็นั่งสองแถวกลับบ้าน จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที(ส่วนนั่งจากมหาลัยมาที่จุดจอดรถสองแถว จะประมาณ 45นาทีถึง 1ชั่วโมงนะ) แต่วันนี้ ไอ้ตอยใช้เวลาในการกลับบ้าน 50 นาที(รวมเวลารอ น้อง Dane ออกตัวด้วยนะ) ซึ่ง ไปถึงบ้านตอน สามทุ่มเศษๆ แล้วคือ ตอนทุ่มกว่าๆที่แยกย้ายกับมัทนา มัทนาบอกว่า ถึงบ้านแล้วให้โทรหาด้วย ไอ้ตอยโทรหาตอนสามทุ่ม อืมมมม คนรออ่ะมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่คนนั่งนี่สิ เมื่อยง่ามก้นมากมายอ่ะ

 

แล้วพวกคุณหล่ะคับ เคยนั่ง Dane Liner รถ...แห่งกาลเวลารึเปล่า??